ไม่มีข้อมูล
Powered By : CJWORLD.CO.TH
qr code
วันนี้ :
6 คน
เมื่อวาน :
18 คน
เดือนนี้ :
18 คน
เดือนที่แล้ว :
860 คน
ปีนี้ :
8,860 คน
ปีที่แล้ว :
2,293 คน
ทั้งหมด :
13,745 คน
Online: 1 user(s)
IP Address ของคุณคือ 3.238.190.82
3 เม.ย. 2560
 
กฎหมายที่ควรรู้
   
พระราชบัญญัติ คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522
   
 
หมวด 2
การเข้าและออกนอกราชอาณาจักร
 
มาตรา 11 บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาใน หรือออกไปนอกราชอาณาจักร จะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไป ตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา
   
 
มาตรา 12 ห้ามมิให้คนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เข้ามาในราช อาณาจักร
(1) ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสาร ใช้แทนหนังสือเดินทาง อันถูกต้องและยังสมบูรณ์อยู่ หรือมีแต่ไม่ได้รับ การตรวจลงตราในหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง เช่นว่านั้นจากสถานทูต หรือสถานกงสุลไทย ในต่างประเทศ หรือจากกระทรวงการต่างประเทศ เว้นแต่กรณี ที่ไม่ต้องมีการตรวจลงตรา สำหรับคนต่างด้าวบางประเภท เป็นกรณีพิเศษ
 
การตรวจลงตราและการยกเว้นการตรวจลงตราให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
       (1)การตรวจลงตราตาม (1) ให้เสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
       (2) ไม่มีปัจจัยในการยังชีพตามควรแก่กรณีที่เข้ามาในราชอาณาจักร
       (3) เข้ามาเพื่อมีอาชีพเป็นกรรมกร หรือเข้ามาเพื่อรับจ้างทำงานด้วยกำลังกาย โดยไม่ได้อาศัยวิชาความรู้หรือการฝึกทางวิชาการ หรือเข้ามาเพื่อทำงานอื่น อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว
       (4) วิกลจริตหรือมีโรคอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
       (5) ยังมิได้ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ หรือฉีดวัคซีน หรือปฏิบัติการอย่างอื่นตามวิชาการแพทย์เพื่อป้องกันโรคติดต่อ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และไม่ยอมให้แพทย์ตรวจคนเข้าเมืองกระทำการเช่นว่านั้น
       (6) เคยได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษา ของศาลไทยหรือคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด ลหุโทษหรือความผิด อันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดที่ยกเว้นไว้ในกฎกระทรวง
       (7) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อ ว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตราย ต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัย ของประชาชนหรือความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาล ต่างประเทศได้ออกหมายจับ
       (8) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่า เข้ามาเพื่อการค้าประเวณี การค้าหญิง หรือเด็ก การค้ายาเสพติดให้โทษ การลักลอบหนีภาษีศุลกากร หรือเพื่อประกอบกิจการอื่น ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนฅ
       (9) ไม่มีเงินติดตัวหรือไม่มีประกันตามที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 14
       (10) รัฐมนตรีไม่อนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 16
       (11) ถูกรัฐบาลไทย หรือรัฐบาลต่างประเทศเนรเทศ หรือถูกเพิกถอนสิทธิ การอยู่อาศัยในราชอาณาจักร หรือในต่างประเทศมาแล้ว หรือถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งกลับ ออกไปนอกราชอาณาจักร โดยรัฐบาลไทยเสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตร ีได้พิจารณายกเว้นให้ เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
การตรวจวินิจฉัยโรค ร่างกายหรือจิต ตลอดจนการปฏิบัติการเพื่อป้องกันโรคติดต่อ ให้ใช้แพทย์ตรวจคนเข้าเมือง
   
 
มาตรา 13 คนต่างด้าวดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้ แทนหนังสือเดินทาง
       (1) ผู้ควบคุมพาหนะ และคนประจำพาหนะทางน้ำ หรือทางอากาศซึ่งเพียงแต่แวะเข้ามายังท่า สถานี หรือท้องที่ ในราชอาณาจักรแล้วกลับออกไป เพื่อประโยชน์ในการควบคุม บุคคลดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ จะออกหนังสือสำคัญตามแบบ ที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อให้ถือไว้ก็ได้
       (2) คนสัญชาติของประเทศ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย เดินทางข้ามพรมแดนไปมาชั่วคราว โดยปฏิบัติตามข้อตกลง ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศนั้น
       (3) คนโดยสารรถไฟ ผ่านแดนซึ่งถือตั๋วโดยสารทอดเดียวตลอด เพียงแต่ผ่านอาณาเขตประเทศไทย ไปนอกราชอาณาจักร ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลแห่งประเทศนั้น ๆ และรวมตลอดถึงผู้ควบคุมพาหนะ และคนประจำพาหนะแห่งรถไฟเช่นว่านั้นด้วย
   
 
มาตรา 14 รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้คนต่างด้าว ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรมีเงินติดตัว หรือมีประกันหรือจะยกเว้นภายใต้เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ทั้งนี้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศตามวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่เด็กอายุต่ำกว่าสิบสองปี
   
 
มาตรา 15 คนต่างด้าวซึ่งเข้ามา ในราชอาณาจักรตราบเท่าที่อยู่ นฐานะดังต่อไปนี้ให้ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ ของคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ นอกจากการปฏิบัติหรือการต้องห้าม ตามมาตรา 11 มาตรา 12 (1) (4) และ (5) และมาตรา 18 วรรคสอง
       (1) บุคคลในคณะผู้แทนทางทูต ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศส่งเข้ามา ปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักร หรือซึ่งเดินทางผ่านราชอาณาจักร เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศอื่น
       (2) พนักงานฝ่ายกงสุล และลูกจ้างฝ่ายกงสุล ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศส่งเข้ามา ปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักร หรือซึ่งเดินทางผ่านราชอาณาจักร เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศอื่น
       (3) บุคคลซึ่งรัฐบาลต่างประเทศ โดยความเห็นชอบของรัฐบาลไทย ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ หรือภารกิจในราชอาณาจักร
       (4) บุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่ หรือภารกิจในราชอาณาจักร เพื่อรัฐบาลไทยตามความตกลง ที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ
       (5) หัวหน้าสำนักงานขององค์การ หรือทบวงการระหว่างประเทศ ที่มีกฎหมายคุ้มครอง การดำเนินงานในประเทศไทย หรือซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว และรวมถึงพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญ หรือบุคคลอื่นซึ่งองค์การหรือทบวงการ เช่นว่านั้น แต่งตั้งหรือมอบหมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจ ในราชอาณาจักร เพื่อองค์การหรือทบวงการดังกล่าว หรือเพื่อรัฐบาลไทย ตามความตกลงที่รัฐบาลไทย ได้ทำไว้กับองค์การหรือทบวงการระหว่างประเทศนั้น
       (6) คู่สมรส หรือบุตร ซึ่งอยู่ในความอุปการะ และเป็นส่วนแห่งครัวเรือนของบุคคลตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5)
       (7) คนรับใช้ส่วนตัว ซึ่งเดินทางจากต่างประเทศ เพื่อมาทำงานประจำเป็นปกติ ณ ที่พักอาศัยของบุคคลตาม (1) หรือบุคคลซึ่งได้รับเอกสิทธิเท่าเทียมกัน กับบุคคลซึ่งมีตำแหน่งทางทูต ตามความตกลงที่รัฐบาลไทย ได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือกับองค์การหรือทบวง การระหว่างประเทศ
ในกรณีตาม (1) (2) (6) หรือ (7) ให้เป็นไปตามพันธกรณี ระหว่างประเทศและหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสอบถามและขอดูหลักฐาน เพื่อสอบสวนว่าบุคคลซึ่งเข้ามา ในราชอาณาจักรนั้น เป็นผู้ได้รับยกเว้นตามมาตรานี้
   
 
มาตรา 16 ในกรณีที่มีพฤติการณ์ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่า เพื่อประโยชน์แก่ประเทศหรือเพื่อความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรมหรือ ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน ไม่สมควรอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาในราชอาณาจักร รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวผู้นั้นหรือจำพวกนั้นเข้ามาในราช อาณาจักรได้
   
 
มาตรา 17 ในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี จะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร ภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้อง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีใด ๆ ก็ได้
   
 
มาตรา 18 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจบุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราช อาณาจักร เพื่อการนี้ บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาใน หรือออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องยื่นรายการตามแบบที่กำหนด ในกฎกระทรวง และผ่านการตรวจอนุญาต ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ของด่านตรวจคนเข้าเมืองประจำเส้นทางนั้น
   
 
มาตรา 19 ในการตรวจและพิจารณาว่า คนต่างด้าวผู้ใดต้องห้าม มิให้เข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจพิจารณาอนุญาต ให้คนต่างด้าวผู้นั้นไปพักอาศัยอยู่ ณ ที่ที่เห็นสมควร โดยให้คำรับรองว่า จะมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ พื่อรับทราบคำสั่งตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดก็ได้ หรือถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร จะเรียกประกันหรือเรียกทั้งประกัน และหลักประกันก็ได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ จะกักตัวผู้นั้นไว้ ณ สถานที่ใดตามที่เห็นเหมาะสม เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกบุคคล ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของบุคคลนั้น อาจเป็นประโยชน์แก่กรณีที่สงสัย ให้มาสาบานหรือปฏิญาณตน และให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้
ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อการอันระบุในมาตรา 12 (8) หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนั้น หรือหญิงหรือเด็กคนใดเข้ามาเพื่อการเช่นว่านั้น พนักงานเจ้าหน้าที่อาจอนุญาต ให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ ชั่วคราวโดยสั่งให้บุคคลดังกล่าว มารายงานตน และตอบคำถาม ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือจะสั่งให้ไปรายงานตน และตอบคำถามของเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่ที่ผู้นั้นอาศัยอยู่ ตามระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดก็ได้ แต่ระยะเวลาที่กำหนดให้รายงานตนและตอบคำถามต้องห่างกันไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ต่อครั้ง
   
 
มาตรา 20 ในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ กักตัวคนต่างด้าวผู้ใดไว้ตามมาตรา 19 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้น ได้เท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี แต่ห้ามมิให้กักตัวไว้เกินสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกกักตัว มาถึงที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น จะยืดเวลาเกินสี่สิบแปดชั่วโมงก็ได้ แต่มิให้เกินเจ็ดวัน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ บันทึกเหตุจำเป็นที่ต้องยืดเวลา ไว้ให้ปรากฏด้วย
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ต้องกักตัวคนต่างด้าวผู้ใดไว้เกินกำหนด เวลาตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้น ไว้ต่อไปอีกได้ และศาลอาจสั่งให้มีอำนาจกักตัว ไว้เท่าที่จำเป็นครั้งละไม่เกินสิบสองวัน แต่ถ้าศาลเห็นสมควร จะสั่งให้ปล่อยตัวไปชั่วคราวโดยเรียกประกัน หรือเรียกทั้งประกันและหลักประกันก็ได้
   
 
มาตรา 21 ค่าใช้จ่ายในการกักตัวคนต่างด้าวตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ให้เจ้าของพาหนะ หรือผู้ควบคุมพาหนะที่นำเข้ามา ในราชอาณาจักรเป็นผู้เสีย ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของพาหนะ หรือผู้ควบคุมพาหนะหรือเข้ามาโดยไม่มีพาหนะ ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเป็นผู้เสีย
   
 
มาตรา 22 ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจพบว่าคนต่างด้าว ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามา ในราชอาณาจักรตามมาตรา 12 เข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่ง ให้คนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไป นอกราชอาณาจักรได้ โดยมีคำสั่งเป็นหนังสือ ถ้าคนต่างด้าวผู้นั้นไม่พอใจในคำสั่ง อาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ เว้นแต่กรณีตามมาตรา 12 (1) หรือ (10) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของรัฐมนตรี ให้เป็นที่สุด แต่ถ้ารัฐมนตรีมิได้มีคำสั่งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันยื่นอุทธรณ์ ให้ถือว่ารัฐมนตรี มีคำสั่งว่าคนต่างด้าวผู้นั้น ไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้เข้ามา ในราชอาณาจักรตามมาตรา 12
การอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้ทราบคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และให้ทำตามแบบและเสียค่าธรรมเนียม ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
เมื่อคนต่างด้าวยื่นอุทธรณ์แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ รอการส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้น ออกไปนอกราชอาณาจักร ไว้จนกว่าจะได้มีคำสั่งของรัฐมนตรีในกรณีนั้น
ในระหว่างดำเนินการตามคำสั่ง ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือระหว่างรอฟังคำสั่งของรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ให้นำมาตรา 19 วรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่มิให้นำมาตรา 20 มาใช้บังคับด้วย